กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแนะนำให้ประชาชนเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง (Emergency Bag) บรรจุสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและรับมือเหตุฉุกเฉิน

ทำไมต้องเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง?
หลักการเอาตัวรอด 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันแรกหลังเกิดภัยพิบัติ เป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองและสมาชิกในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ระบบสาธารณูปโภคอาจหยุดชะงัก การเดินทางไม่สะดวก หรือหน่วยงานช่วยเหลือยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้
ตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจจำเป็นต้องใช้กระเป๋าฉุกเฉิน ได้แก่
- เหตุการณ์น้ำท่วม: ต้องอพยพออกจากบ้าน หรือไม่สามารถออกไปซื้ออาหารและน้ำดื่มได้
- แผ่นดินไหว: ต้องออกจากอาคารอย่างเร่งด่วน และอาจไม่สามารถกลับเข้าไปหยิบสิ่งของได้
- พายุรุนแรง: ไฟฟ้าดับ การสื่อสารขัดข้อง หรือเส้นทางถูกตัดขาด
- ภัยพิบัติขนาดใหญ่: ระบบขนส่งและการให้บริการสาธารณะหยุดชะงักชั่วคราว
ดังนั้น การมีอุปกรณ์ฉุกเฉินพร้อมใช้งาน จึงเป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการดูแลตัวเองและครอบครัวในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไม่คาดคิด
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแนะนำอุปกรณ์ฉุกเฉิน 6 หมวด มีอะไรบ้าง?
1. ยาและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ
ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ยาสามัญประจำบ้าน
ยาประจำตัวที่ต้องรับประทานเป็นประจำ
อุปกรณ์ทำแผลและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
เอกสารประวัติการรักษาและข้อมูลสุขภาพที่สำคัญ
สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรเตรียมยาให้เพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อย 3 วัน รวมถึงเก็บข้อมูลชื่อยา วิธีใช้ และข้อมูลติดต่อโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่ดูแลไว้ด้วย
2. อาหารและน้ำดื่ม
อาหารและน้ำดื่มเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ร้านค้าไม่สามารถเปิดให้บริการ หรือไม่สามารถเดินทางออกไปซื้ออาหารได้
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแนะนำให้เตรียมน้ำดื่มอย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน ดังนั้น หากเตรียมสำหรับ 72 ชั่วโมง ควรมีน้ำดื่มอย่างน้อย 9 ลิตรต่อคน
ควรเลือกอาหารที่รับประทานได้สะดวก ไม่ต้องผ่านกระบวนการปรุงที่ซับซ้อน และตรวจสอบวันหมดอายุอยู่เสมอ หากเป็นอาหารที่ต้องเปิดกระป๋อง ควรเตรียมอุปกรณ์เปิดกระป๋องไว้ด้วย
3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือฉุกเฉิน
เมื่อเกิดภัยพิบัติ การติดต่อสื่อสารและการรับทราบข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยและคำแนะนำในการอพยพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
ควรชาร์จโทรศัพท์มือถือและพาวเวอร์แบงก์ให้เต็มอยู่เสมอ รวมถึงตรวจสอบสภาพถ่านไฟฉายและวิทยุให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้สามารถติดตามข่าวสารได้แม้ในช่วงที่ไฟฟ้าดับหรือเครือข่ายสื่อสารมีปัญหา
4. เอกสารสำคัญและเงินสด
เอกสารสำคัญเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะหากเกิดเหตุจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน อาจไม่มีเวลากลับมาเก็บเอกสารหรือทรัพย์สินต่าง ๆ
ควรเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในถุงซิปล็อกหรือซองกันน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำและความชื้น โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
นอกจากนี้ ควรมีเงินสดติดกระเป๋าไว้ด้วย เนื่องจากในสถานการณ์ฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตอาจขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันหรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามปกติ
5. อุปกรณ์สุขอนามัยส่วนบุคคล
แม้จะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่การรักษาความสะอาดร่างกายและสุขอนามัยยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นระหว่างรอความช่วยเหลือ
ควรเลือกอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสามารถใช้งานได้สะดวก หากมีพื้นที่ในกระเป๋าเหลือ อาจเพิ่มผ้าเช็ดตัวผืนเล็กและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์ต่าง ๆ
6. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม
เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มเป็นอีกหนึ่งหมวดที่จำเป็น โดยเฉพาะกรณีต้องอพยพออกจากบ้านและพักอาศัยในพื้นที่ชั่วคราวเป็นเวลาหลายวัน
ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย แห้งง่าย และเหมาะกับสภาพอากาศ รวมถึงจัดเก็บในถุงพลาสติกหรือถุงกันน้ำ เพื่อป้องกันเสื้อผ้าเปียกชื้นในกรณีเกิดน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก
ข้อควรจำในการจัดกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง
การจัดกระเป๋าฉุกเฉินไม่ใช่เพียงการนำสิ่งของทุกอย่างใส่รวมกัน แต่ต้องคำนึงถึงความสะดวกในการหยิบใช้และความพร้อมในสถานการณ์จริง โดยมีข้อควรจำดังนี้
1. เตรียมไว้สำหรับการอพยพและการอยู่บ้าน
กระเป๋าฉุกเฉินควรใช้งานได้ทั้งกรณีต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง และกรณีจำเป็นต้องอยู่ภายในบ้านเพื่อรอความช่วยเหลือ
2. เลือกสิ่งของให้เพียงพอ แต่ไม่มากเกินไป
ควรจัดเตรียมสิ่งของให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวและระยะเวลา 72 ชั่วโมง โดยคำนึงถึงน้ำหนักที่สามารถยกหรือสะพายได้สะดวก
3. จัดเก็บในตำแหน่งที่หยิบได้ทันที
ควรวางกระเป๋าฉุกเฉินไว้ในจุดที่สมาชิกทุกคนในบ้านทราบตำแหน่ง ไม่ควรเก็บไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก หรือมีโอกาสถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถหยิบออกมาได้
4. จัดทำคลังสิ่งของฉุกเฉินภายในบ้าน
นอกจากกระเป๋าฉุกเฉินที่สามารถหยิบติดตัวได้แล้ว ควรมีคลังสิ่งของจำเป็นสำรองภายในบ้าน โดยเฉพาะน้ำดื่ม อาหาร ยา และอุปกรณ์สุขอนามัย
5. ตรวจสอบสิ่งของอยู่เสมอ
ควรตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารและยา สภาพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ รวมถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ หากพบว่าชำรุดหรือหมดอายุ ควรเปลี่ยนใหม่ทันที

ไม่ว่าจะเป็นข่าวสงครามในขณะนี้ หรือภัยธรรมชาติในอนาคต การเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากคุณยังไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ควรเตรียมไว้ เพื่อให้การใช้ชีวิตรอดใน 72 ชั่วโมงนั้นปลอดภัย




