วิธีการใช้ AirTag ติดตามสิ่งของด้วยไอโฟน

วิธีการใช้ Airtag ติดตามสิ่งของด้วยไอโฟน ไอแพด และแม็คบุ๊ค

การลืมกุญแจ กระเป๋าตังค์ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงหาย อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เสียเวลา และสร้างความกังวล แต่เทคโนโลยี Apple AirTag เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างน่าทึ่ง บทความนี้ Mycontent-thai.com นำวิธีการใช้ AirTag ตั้งแต่การเริ่มต้นติดตั้ง ไปจนถึงเทคนิคการติดตามสิ่งของแบบมือโปร เพื่อให้คุณติดตามสิ่งที่ของ และสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในหูในตา ไม่ทำหายอีกต่อไป

AirTag ใช้กับไอโฟนรุ่นไหนได้บ้าง?

ไอโฟนที่เหมาะใช้กับ AirTag คือตั้งแต่รุ่น 11 ขึ้นไป เพราะไอโฟนกลุ่มนี้มีชิป Ultra Wideband ทำให้ใช้โหมดลูกศรนำทาง (Precision Finding) และหากคุณใช้ iPhone 15 ขึ้นไป คู่กับ AirTag รุ่นที่ 2 คุณจะสามารถค้นหาของได้ในระยะที่ไกลกว่าเดิมถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่นแรก สรุปไอโฟนรุ่นที่ใช้กับ AirTag ได้แก่

  • iPhone 17 Series: iPhone 17, 17 Pro, 17 Pro Max และ iPhone Air
  • iPhone 16 Series: iPhone 16, 16 Plus, 16 Pro, 16 Pro Max (ยกเว้นรุ่น 16e ที่ไม่รองรับความแม่นยำสูง)
  • iPhone 15 Series: ทุกรุ่น (15, 15 Plus, 15 Pro, 15 Pro Max)
  • iPhone 14 Series: ทุกรุ่น
  • iPhone 13 Series: ทุกรุ่น
  • iPhone 12 Series: ทุกรุ่น
  • iPhone 11 Series: ทุกรุ่น

ที่เหลือจะเป็นรุ่นที่ใช้งานได้ แต่จะ ไม่มีลูกศรบอกทิศทาง คุณต้องอาศัยการดูตำแหน่งในแผนที่และสั่งให้ AirTag ส่งเสียงสัญญาณเพื่อหาของแทน

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องเช็กกับการใช้งานไอโฟนคู่กับ AirTag

  • ไอโฟนเวอร์ชัน iOS: iPhone ของคุณต้องอัปเดตเป็น iOS 14.5 หรือใหม่กว่า เท่านั้น (สำหรับ AirTag รุ่นที่ 2 จะต้องใช้ iOS 26 ขึ้นไป)
  • Apple ID: ของคุณต้องมีการเปิดใช้งาน Two-factor Authentication เพื่อความปลอดภัย
  • การตั้งค่า: ต้องเปิด Bluetooth, Wi-Fi (หรือ Cellular) และ “บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง” (Location Services) ไว้เสมอ

ใช้ iPad หรือ MACBOOK ช่วยหาได้ไหม

หากคุณต้องการใช้ไอแพดหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก MacBook ค้นหา AirTag ทำได้ครับ ทั้ง iPad และ Mac สามารถใช้ช่วยตามหา AirTag ได้เช่นกัน โดยมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ต่างจาก iPhone เล็กน้อย ดังนี้

1. การใช้ iPad ตามหา AirTag

iPad สามารถใช้แอป Find My (ไหนอยู่ไหน) เพื่อดูตำแหน่งของ AirTag ได้เหมือน iPhone ครับ

  • รุ่นที่รองรับ: iPad ทุกรุ่นที่อัปเดตเป็น iPadOS 14.5 ขึ้นไป
  • ข้อจำกัดสำคัญ: iPad ไม่มีชิป Ultra Wideband (UWB) เหมือน iPhone รุ่นใหม่ๆ ดังนั้น iPad ทุกรุ่น (รวมถึง iPad Pro) จะ ไม่สามารถใช้โหมด “การหาตำแหน่งที่ตั้งจริง” (Precision Finding) ที่มีลูกศรบอกทิศทางได้
  • วิธีหา: คุณต้องดูตำแหน่งจากแผนที่ในแอป แล้วกดสั่งให้ AirTag “ส่งเสียง” (Play Sound) เพื่อฟังเสียงว่าของอยู่ตรงไหนแทนครับ

2. การใช้ Mac (MacBook / iMac / Mac mini) ตามหา AirTag

คุณสามารถใช้เครื่อง Mac ช่วยตามหาของได้ผ่านแอป Find My ที่ติดตั้งมากับเครื่องครับ

  • รุ่นที่รองรับ: Mac ทุกรุ่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการ macOS Big Sur 11.1 ขึ้นไป
  • วิธีใช้งาน: เปิดแอป Find My > เลือกแถบ Items (สิ่งของ) > เลือก AirTag ที่ต้องการ
  • สิ่งที่ทำได้: * ดูตำแหน่งล่าสุดของสิ่งของบนแผนที่
    • สั่งให้ AirTag ส่งเสียง (Play Sound)
    • เปิดใช้งาน “โหมดสูญหาย” (Lost Mode)
  • ข้อจำกัด: เช่นเดียวกับ iPad ครับ Mac ไม่รองรับการนำทางด้วยลูกศรบอกทิศทาง (Precision Finding)

วิธีเซ็ตอัพเริ่มต้นใช้งาน AirTag

การเชื่อมต่อ AirTag นั้นง่ายและรวดเร็วตามสไตล์ Apple โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  1. ดึงแถบพลาสติกออก: เมื่อดึงออกแล้ว AirTag จะเริ่มทำงานและส่งเสียงสัญญาณ
  2. วางใกล้ iPhone หรือ iPad: เปิด Bluetooth และนำ AirTag มาวางไว้ข้างๆ เครื่อง
  3. กด “เชื่อมต่อ” (Connect): ป๊อปอัพจะเด้งขึ้นมาบนหน้าจอโดยอัตโนมัติ
  4. ตั้งชื่อสิ่งของ: เลือกชื่อจากรายการที่มี (เช่น กุญแจ, จักรยาน) หรือตั้งชื่อเองตามต้องการ
  5. ลงทะเบียนกับ Apple ID: กดตกลงเพื่อผูกอุปกรณ์เข้ากับบัญชีของคุณ

วิธีการใช้ AirTag ติดตามสิ่งของที่คุณหาไม่เจอ

เมื่อคุณทำของหาย คุณสามารถตามหาได้ 3 วิธีหลักๆ ผ่านแอป Find My

การหาของในระยะใกล้ (Precision Finding)

หากคุณทำกุญแจตกอยู่ในบ้าน หรือซอกโซฟา เทคโนโลยี Ultra Wideband จะช่วยบอกทิศทางอย่างแม่นยำ

  • เข้าไปที่แอป Find My > เลือกแถบ Items (สิ่งของ)
  • กดที่ชื่อของที่ต้องการหา แล้วเลือก Find (ค้นหา)
  • หน้าจอจะแสดงลูกศรบอกทิศทางและระยะทางที่เหลือ (รองรับ iPhone 11 ขึ้นไป)

การสั่งให้ AirTag ส่งเสียง

หากหาไม่เจอด้วยสายตา คุณสามารถกดปุ่ม Play Sound เพื่อให้ AirTag ส่งเสียงดัง ช่วยให้คุณระบุตำแหน่งได้ง่ายขึ้นจากเสียงสะท้อน

การติดตามในระยะไกล (Find My Network)

หากคุณลืมของไว้ที่ร้านกาแฟหรือสวนสาธารณะ AirTag จะใช้ เครือข่าย Find My ซึ่งอาศัยสัญญาณ Bluetooth จากอุปกรณ์ Apple เครื่องอื่นๆ นับล้านเครื่องทั่วโลกช่วยระบุตำแหน่ง

  • AirTag จะส่งสัญญาณเข้ารหัสที่ปลอดภัยไปยังอุปกรณ์ Apple ที่อยู่ใกล้เคียง
  • อุปกรณ์เหล่านั้นจะส่งตำแหน่งของ AirTag ขึ้นไปยัง iCloud
  • คุณสามารถเปิดดูตำแหน่งล่าสุดบนแผนที่ได้ทันที โดยที่ไม่มีใคร (รวมถึง Apple) รู้ข้อมูลความเป็นส่วนตัวนี้

โหมดสูญหาย (Lost Mode) คืออะไร?

หากหาไม่เจอจริงๆ คุณควรเปิด Lost Mode ทันที:

  1. เลือกสิ่งของนั้นในแอป Find My
  2. เลื่อนลงมาที่ Lost Mode แล้วกด Enable (เปิดใช้งาน)
  3. กรอกเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมลติดต่อ
  4. หากมีคนนำ iPhone หรือ Android ที่มี NFC มาแตะที่ AirTag ของคุณ ข้อมูลติดต่อจะเด้งขึ้นมาเพื่อให้เขาส่งคืนคุณได้

ข้อควรรู้และข้อจำกัดของ AirTag

  • กันน้ำและฝุ่น: มาตรฐาน IP67 (จมน้ำลึก 1 เมตร ได้นาน 30 นาที)
  • แบตเตอรี่: ใช้ถ่านกระดุมรุ่น CR2032 ซึ่งหาซื้อได้ง่ายและใช้งานได้นานประมาณ 1 ปี
  • ความปลอดภัย: มีระบบป้องกันการติดตามโดยไม่ได้รับอนุญาต หากมี AirTag ของคนอื่นมาอยู่กับตัวคุณนานเกินไป iPhone จะแจ้งเตือนทันที
คลิกสั่งซื้อได้ที่นี่ SHOPEE

AirTag คืออุปกรณ์เสริมที่คุ้มค่าที่สุดชิ้นหนึ่งสำหรับผู้ใช้ Apple เพราะมันเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความอุ่นใจ ไม่ว่าจะเป็นกุญแจรถ กระเป๋าเดินทาง หรือแม้แต่ปลอกคอสุนัข ซึ่งคุณสามารถติดฟิล์มกันรอย AirTag และเลือกเคสที่ช่วยกันน้ำ รักษาอุปกรณ์ AirTag ไว้ใช้ได้นานๆ

อ่านบทความที่เกียวข้อง

Leave a Reply