“พ่อแม่ต้องรู้: ปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายบุหรี่ไฟฟ้า”
วันนี้ 8 ส.ค. 2567 ที่ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ตามที่ มีข่าวที่เสนอต่อสาธารณะในหลายกรณีที่พ่อแม่มีการให้ลูกของตนใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยมีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย และไม่ผิดกฎหมาย นั้นเป็นความเข้าใจผิดของพ่อแม่ ศจย.ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย จึงจัดแถลงข่าวถึง “บทบาทครอบครัวในการปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า”
บุหรี่ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้า มีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติด ทำให้สมองมีการหลั่งสารโดปามีน ทำให้เกิดความสุขผ่อนคลายในระยะแรก แต่ผลเสียของนิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัว เกิดการอักเสบและมีอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพกับเด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าและอาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงจากบุหรี่ไฟฟ้า (EVALI) เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันที่ในเด็กจะมีผลกระทบต่อสมองที่กำลังพัฒนาของเด็กตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุ 25 ปี ซึ่งส่งผลต่อสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความสามารถในการรับรู้ การคิดวิเคราะห์ ความจำ สมาธิ และอารมณ์ ที่สำคัญบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประตูเปลี่ยนผ่านไปใช้บุหรี่มวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่าเมื่ออายุมากขึ้น รวมถึงการใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน และอาจนำไปสู่การใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายได้ในอนาคต
“ทั้งนี้ ไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองนั้น ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้อยู่ใกล้ผู้สูบมีความเสี่ยงต่ออาการหลอดลมอักเสบและหายใจที่ถี่เพิ่มขึ้น ไอบุหรี่ไฟฟ้ามีโลหะหนักและอนุภาคขนาดเล็กกว่า PM 2.5 ที่สามารถเข้าไปถึงปอดได้ลึกซึ่งอาจทำให้การทำงานของหัวใจและปอดแย่ลง และอาจถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงไม่ไห้เด็กใช้หรือถูกไอบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสุขภาพของตัวเด็กเอง” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า บทบัญญัติกฎหมายที่ใช้คุ้มครองเด็กจากพิษภัยของบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามีอยู่หลากหลาย ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ก็มีอย่างน้อย 2 มาตราในมาตรา 26 ก็มี 2-3 อนุมาตรา อีกทั้งยังมีมาตรา 45 ในกรณีที่เด็กสูบบุหรี่จะต้องมีกระบวนการในการปรับแก้ไขพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเด็ก เฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กมีประเด็นกล่าวคือ
1. มาตรา 26 อนุ 10 ห้ามจำหน่ายแลกเปลี่ยนหรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก
2. กรณีใช้เด็กไปซื้อบุหรี่อาจขัดต่อข้อห้ามตามมาตรา 26 อนุ 6 ใช้จ้างหรือวานให้เด็กทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตหรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก
3. สูบบุหรี่ทำให้เด็กได้รับควันบุหรี่มือสองมีความผิดตามมาตรา 26 วงเล็บ 1 เพราะถือเป็นการกระทำทารุณกรรมต่อเด็กดังที่บัญญัติในมาตรา 4
นอกจากนั้นการพ่นควันบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าจนเด็กสูดควันหรือไอเข้าไปอาจเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็กซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 2550 มาตรา 4 วรรค 1 แม้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุถึงการกระทำโดยเจตนาไม่รวมการกระทำโดยประมาท การตีความเกี่ยวกับควันบุหรี่ไม่ว่าจะมาจากบุหรี่มวนหรือไอของบุหรี่ไฟฟ้ามีผลเช่นเดียวกันคือก่ออันตรายให้แก่เด็ก จึงไม่อาจตีความว่ากฎหมายห้ามเฉพาะบุหรี่มวน ในกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กไม่ได้ระบุถึงรูปแบบของการกระทำแต่เน้นเนื้อหาของการกระทำคือความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเด็กจากการกระทำของผู้หนึ่งผู้ใด
บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้พยายามดึงเด็กออกจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเป็นภัยจากการสูบบุหรี่ของเด็กซึ่งระบุอยู่ในมาตรา 45 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าเด็กสูบบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าก็จำเป็นต้องนำตัวเด็กมามอบให้ผู้ปกครองและร่วมกับผู้ปกครองในการแก้ไขปัญหานี้โดยอาจจะกำหนดแผนบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กได้ด้วย ต่อประเด็นที่ว่าเราสามารถออกกฎหมายอนุญาตให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีโดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่มีบทบัญญัติในหลายข้อไม่ว่าจะเป็นข้อ 24 หรือข้อ 33 มีความผูกมัดให้ประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการทั้งทางกฎหมายทางการบริหารมาตรการทางสังคมและมาตรการทางการศึกษาหรือการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องพิษภัยของบุหรี่ในเรื่องการห้ามสูบห้ามนำเข้าห้ามผลิตเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึง
ประเด็นคือทำไมไม่ห้ามบุหรี่มวนเด็ดขาดเหมือนบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้เป็นเพราะคนสูบบุหรี่มวนมีจำนวนมากไม่สามารถยุติได้ทันทีจึงต้องใช้วิธีค่อยๆจำกัดการสูบให้ลดลงเรื่อยๆจนกว่าจะอยู่ในระดับที่สามารถออกกฎหมายห้ามได้ ในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้ายังไม่มีการสูบในจำนวนมากเท่ากับบุหรี่มวนจึงง่ายกว่าที่จะห้ามเด็ดขาด การไม่ห้ามเด็ดขาดแล้วใช้วิธีการจำกัดวงไม่ให้มีการสูบหรือมีการซื้อขายหรือนำเข้านั้น เห็นอยู่แล้วว่ามีบทบัญญัติที่ห้ามเกี่ยวข้องกับเด็กอย่างเด็ดขาด แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถห้ามขาดได้เพราะมีความปะปนกันระหว่างบุหรี่สำหรับผู้ใหญ่และบุหรี่สำหรับเด็กเป็นบุหรี่เหมือนกันหมด การกำหนดให้ซื้อขายบุหรี่มวนเป็นซองไม่ยอมให้จำหน่ายเป็นมวนเพื่อต้องการไม่ให้เด็กสามารถซื้อหาได้ในทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยได้ผล ดังนั้นมาตรการในการปกป้องเด็กให้พ้นจากพิษภัยของบุหรี่ในกรณีที่จำกัดการสูบการซื้อขายการผลิตอะไรก็ตามไม่สามารถทำโดยมาตรการทางกฎหมายตามลำพัง จำเป็นต้องให้สังคมแวดล้อมเด็กไม่ว่าจะเป็นที่ครอบครัวชุมชนและสถานศึกษามีส่วนร่วมในการเข้ามาคุ้มครองดูแลไม่ให้เด็กต้องรับพิษภัยจากบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นการสูบของผู้อื่นหรือเป็นการสูบของเด็กเอง
ด้านนางสาวราภรณ์ พงศ์พนิตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านครอบครัวกรมกิจการสตรีและครอบครัวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กรณีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้ในครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอาจเข้าข่ายกระทำความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ 2550 ด้วย กรมมีพันธกิจหลัก คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว และคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวสามารถทำหน้าที่ดูแลคนในครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการหลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และให้คำแนะนำแก่ลูกหลานเกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นอันตราย
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กำลังเร่งดำเนินการประสานงานทั้งหน่วยงานภายในและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างการรับรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ครอบครัว เพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน ด้วยหวังว่าสังคมจะมีความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า และร่วมมือกันสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและปลอดภัยสำหรับทุกคน
ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยศจย. กล่าวว่า ครอบครัวต้องเข้าใจบทบาทของ พรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และต้องปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม เราต้องปกป้องเด็กและสมาชิกในครอบครัวจากอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง ยิ่งต้องช่วยกันปกป้องให้สมองของอนาคตของชาติไม่ถูกทำลายไปด้วย

แถลงการณ์จุดยืนของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบําบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) เรื่อง พิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพของเด็ก เยาวชน และทารกในครรภ์
เนื่องจากปัญหาการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากําลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยมีอุบัติการณ์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลุกลามไปถึงแม้กระทั่ง เด็กในวัยเรียน เนื่องจากอิทธิพลของการโฆษณา สื่อ และธุรกิจการค้า ที่มีการปรับปรุงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ กลิ่น รสชาติ ที่กระตุ้น ความอยากรู้ อยากลอง เด็กและเยาวชนไทยซึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจจึงตกเป็นเหยื่อของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า ทําให้มีผู้ป่วยเด็กและ เยาวชนไทย ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จนน่าเป็นห่วง ข้อมูลเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ามีต่อไปนี้
- บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคติน เป็นสารเสพติดซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งต่อระบบการหายใจ หัวใจและหลอด เลือด รวมถึงสมอง ระบบประสาท และระบบอื่น ๆ ซึ่งอาจมีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
- บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น สารอินทรีย์ระเหยง่าย ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โลหะหนัก ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 สารแต่ง กลิ่นและรสต่าง ๆ ก่อให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุทางเดินหายใจ ทําให้มีการหลั่งสารอักเสบและอนุมูลอิสระ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
- บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ ทั้งในระยะสั้น ทําให้โรคหืดและภูมิแพ้กําเริบ โรคปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับบุหรี่ไฟฟ้า (e-cigarette or vaping product use-associated lung injury; EVALI) และในระยะยาว ทําให้มีการเปลี่ยนแปลงของสาร พันธุกรรม มีสมรรถภาพปอดเสื่อมถอย ปริมาตรปอดลดลง และก่อให้เกิดมะเร็งปอด
- บุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อระบบประสาท ต่อเด็กและเยาวชนในทุกช่วงอายุ ส่งผลเสียต่อสมาธิ ความจํา การคิด วิเคราะห์ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาระบบประสาทและสมอง และทําให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า
- บุหรี่ไฟฟ้ามีพิษต่อทารกในครรภ์ หากมารดาสูบบุหรี่ไฟฟ้า มีความเสี่ยงทําให้ทารกแรกเกิดมีน้ําหนักตัวน้อยกว่าปกติ เกิดก่อน กําหนดมีจำนวนถุงลมปอดน้อยกว่าปกติมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติรวมทั้งพบโรคสมาธิสั้นและระบบประสาทพัฒนาผิดปกติ
- บุหรี่ไฟฟ้ามีไอระเหย เด็กและเยาวชนจึงได้รับพิษภัยของสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งทางตรง (เป็นผู้สูบเอง) และทางอ้อม (การ สัมผัสควันและสารเคมีที่ตกค้าง)
- น้ํายาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารพิษร้ายแรง มีรายงานการกินน้ํายาบุหรี่ไฟฟ้าโดยเข้าใจว่าเป็นขนม ทําให้หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิต
- บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยทําให้เลิกนิโคติน หากแต่เป็นการเลิกบุหรี่มวนมาติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแทน โดยปริมาณนิโคตินในบุหรี่ ไฟฟ้าสูงกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า
- ผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อย มีแนวโน้มที่จะใช้สารเสพติดชนิดอื่น ๆ เช่น กัญชา
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบําบัดวิกฤตใน เด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) จึงขอแถลงจุดยืน เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชนไทย และทารกในครรภ์ จากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ดังต่อไปนี้
- ขอให้คงกฎหมาย ห้ามนําเข้า ห้ามจัดจําหน่าย ห้ามลักลอบซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีที่สุดที่จะป้องกันเด็ก และเยาวชนจากการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า
- ขอให้เข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายทุกระดับ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง สํารวจ จับปรับการขายในทุกรูปแบบรวมทั้งการขาย ออนไลน์ การครอบครอง และระงับการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะการใช้ข้อความที่จูงใจเด็กและ เยาวชน และการใช้เด็กและเยาวชน/ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการชักจูงเด็กและเยาวชนเป็นผู้โฆษณา
- ควรมีการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กและเยาวชนโดยเร็วที่สุด และ ส่งเสริมกระจายความรู้นั้นในวงกว้าง
- ผู้ปกครองและครูอาจารย์ ควรหมั่นสอดส่องดูแลบุตรหลาน นักเรียน และนิสิตนักศึกษา เพื่อตักเตือนถึงโทษภัยจากบุหรี่ ไฟฟ้า รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการไม่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า
- ควรเข้มงวดกับมาตรการให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เฝ้าระวังการเข้าถึง และการใช้บุหรี่และบุหรี่ ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน
- ควรส่งเสริมเพิ่มพูนความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในกุมารแพทย์และแพทย์สาขาอื่น ๆ สร้างความตระหนัก ตื่นตัว เรื่องปัญหาการ ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเพื่อให้แพทย์เป็นที่ปรึกษาให้ชุมชนและสังคมได้
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบําบัด วิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) ขอเรียกร้องให้คงไว้ซึ่งกฎหมายห้าม นําเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และเร่งรัดให้มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณา และห้ามซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กและเยาวชนทาง ช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนไทย
ลงชื่อ ศาสตราจารย์ นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
ที่มา : ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)
แท็ก : บุหรี่ไฟฟ้า,บุหรี่ไฟฟ้า ภาษาอังกฤษ,บุหรี่ไฟฟ้า ฝรั่งเรียกว่าอะไร,บุหรี่ไฟฟ้ามีชื่อเรียกว่าอะไร,บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไหม,บุหรี่ไฟฟ้ามีสารอะไรบ้าง,บุหรี่ไฟฟ้า กฎหมาย,กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า,บุหรี่ไฟฟ้าเด็ก,บุหรี่ไฟฟ้าซื้อ,บุหรี่ไฟฟ้าเยาวชน,บุหรี่ไฟฟ้าโทษ,บุหรี่ไฟฟ้ามะเร็ง,บุหรี่ไฟฟ้าสาร,บุหรี่ไฟฟ้าสารเคมี,บุหรี่ไฟฟ้าควัน,บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย,บุหรี่ไฟฟ้า Electronic cigarettes,E-cigarettes,บุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี,บุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อสมองอย่างไรบ้าง,บุหรี่ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง
Read More :
- [PR] อย่ากลัวการผ่าตัด! การผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
- [รีวิว] รักษา “ถุงน้ำในรังไข่แตก” ด้วยสิทธิ์ประกันสังคม ไม่ต้องสำรองจ่าย
- [PR] โรช ไดแอกโนสติกส์ จับมือ สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย และ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เปิดตัว แคมเปญ “สัปดาห์ตรวจสุขภาพสตรีแห่งชาติ”
- [รีวิว] ใช้สิทธิ์บัตรทองรับยาฟรีที่เซเว่นกับร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส
- สิทธิประกันสังคม “นอน-ไม่นอน” เบิกค่าห้องได้เท่าไหร่




