“พ่อแม่ต้องรู้: ปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายบุหรี่ไฟฟ้า”

บุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อสมอง (เด็ก) อย่างไรบ้าง

พ่อแม่ต้องรู้: ปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายบุหรี่ไฟฟ้า

วันนี้ 8 ส.ค. 2567 ที่ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ตามที่ มีข่าวที่เสนอต่อสาธารณะในหลายกรณีที่พ่อแม่มีการให้ลูกของตนใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยมีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย และไม่ผิดกฎหมาย นั้นเป็นความเข้าใจผิดของพ่อแม่ ศจย.ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย จึงจัดแถลงข่าวถึง  “บทบาทครอบครัวในการปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า”

บุหรี่ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้า มีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติด ทำให้สมองมีการหลั่งสารโดปามีน ทำให้เกิดความสุขผ่อนคลายในระยะแรก แต่ผลเสียของนิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัว เกิดการอักเสบและมีอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพกับเด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าและอาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงจากบุหรี่ไฟฟ้า (EVALI)  เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันที่ในเด็กจะมีผลกระทบต่อสมองที่กำลังพัฒนาของเด็กตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุ 25 ปี   ซึ่งส่งผลต่อสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความสามารถในการรับรู้ การคิดวิเคราะห์ ความจำ สมาธิ และอารมณ์  ที่สำคัญบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประตูเปลี่ยนผ่านไปใช้บุหรี่มวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่าเมื่ออายุมากขึ้น รวมถึงการใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน และอาจนำไปสู่การใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายได้ในอนาคต

“ทั้งนี้ ไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองนั้น ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้อยู่ใกล้ผู้สูบมีความเสี่ยงต่ออาการหลอดลมอักเสบและหายใจที่ถี่เพิ่มขึ้น ไอบุหรี่ไฟฟ้ามีโลหะหนักและอนุภาคขนาดเล็กกว่า PM 2.5 ที่สามารถเข้าไปถึงปอดได้ลึกซึ่งอาจทำให้การทำงานของหัวใจและปอดแย่ลง และอาจถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้  ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงไม่ไห้เด็กใช้หรือถูกไอบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสุขภาพของตัวเด็กเอง” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า บทบัญญัติกฎหมายที่ใช้คุ้มครองเด็กจากพิษภัยของบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามีอยู่หลากหลาย ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ก็มีอย่างน้อย 2 มาตราในมาตรา 26 ก็มี 2-3 อนุมาตรา อีกทั้งยังมีมาตรา 45 ในกรณีที่เด็กสูบบุหรี่จะต้องมีกระบวนการในการปรับแก้ไขพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเด็ก เฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กมีประเด็นกล่าวคือ

1. มาตรา 26 อนุ 10 ห้ามจำหน่ายแลกเปลี่ยนหรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก

2. กรณีใช้เด็กไปซื้อบุหรี่อาจขัดต่อข้อห้ามตามมาตรา 26 อนุ 6 ใช้จ้างหรือวานให้เด็กทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตหรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก

3. สูบบุหรี่ทำให้เด็กได้รับควันบุหรี่มือสองมีความผิดตามมาตรา 26 วงเล็บ 1 เพราะถือเป็นการกระทำทารุณกรรมต่อเด็กดังที่บัญญัติในมาตรา 4 

นอกจากนั้นการพ่นควันบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าจนเด็กสูดควันหรือไอเข้าไปอาจเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็กซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 2550 มาตรา 4 วรรค 1 แม้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุถึงการกระทำโดยเจตนาไม่รวมการกระทำโดยประมาท การตีความเกี่ยวกับควันบุหรี่ไม่ว่าจะมาจากบุหรี่มวนหรือไอของบุหรี่ไฟฟ้ามีผลเช่นเดียวกันคือก่ออันตรายให้แก่เด็ก จึงไม่อาจตีความว่ากฎหมายห้ามเฉพาะบุหรี่มวน ในกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กไม่ได้ระบุถึงรูปแบบของการกระทำแต่เน้นเนื้อหาของการกระทำคือความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเด็กจากการกระทำของผู้หนึ่งผู้ใด

บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้พยายามดึงเด็กออกจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเป็นภัยจากการสูบบุหรี่ของเด็กซึ่งระบุอยู่ในมาตรา 45 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าเด็กสูบบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าก็จำเป็นต้องนำตัวเด็กมามอบให้ผู้ปกครองและร่วมกับผู้ปกครองในการแก้ไขปัญหานี้โดยอาจจะกำหนดแผนบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กได้ด้วย ต่อประเด็นที่ว่าเราสามารถออกกฎหมายอนุญาตให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีโดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่มีบทบัญญัติในหลายข้อไม่ว่าจะเป็นข้อ 24 หรือข้อ 33 มีความผูกมัดให้ประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการทั้งทางกฎหมายทางการบริหารมาตรการทางสังคมและมาตรการทางการศึกษาหรือการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องพิษภัยของบุหรี่ในเรื่องการห้ามสูบห้ามนำเข้าห้ามผลิตเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึง

ประเด็นคือทำไมไม่ห้ามบุหรี่มวนเด็ดขาดเหมือนบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้เป็นเพราะคนสูบบุหรี่มวนมีจำนวนมากไม่สามารถยุติได้ทันทีจึงต้องใช้วิธีค่อยๆจำกัดการสูบให้ลดลงเรื่อยๆจนกว่าจะอยู่ในระดับที่สามารถออกกฎหมายห้ามได้ ในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้ายังไม่มีการสูบในจำนวนมากเท่ากับบุหรี่มวนจึงง่ายกว่าที่จะห้ามเด็ดขาด การไม่ห้ามเด็ดขาดแล้วใช้วิธีการจำกัดวงไม่ให้มีการสูบหรือมีการซื้อขายหรือนำเข้านั้น เห็นอยู่แล้วว่ามีบทบัญญัติที่ห้ามเกี่ยวข้องกับเด็กอย่างเด็ดขาด แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถห้ามขาดได้เพราะมีความปะปนกันระหว่างบุหรี่สำหรับผู้ใหญ่และบุหรี่สำหรับเด็กเป็นบุหรี่เหมือนกันหมด การกำหนดให้ซื้อขายบุหรี่มวนเป็นซองไม่ยอมให้จำหน่ายเป็นมวนเพื่อต้องการไม่ให้เด็กสามารถซื้อหาได้ในทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยได้ผล ดังนั้นมาตรการในการปกป้องเด็กให้พ้นจากพิษภัยของบุหรี่ในกรณีที่จำกัดการสูบการซื้อขายการผลิตอะไรก็ตามไม่สามารถทำโดยมาตรการทางกฎหมายตามลำพัง จำเป็นต้องให้สังคมแวดล้อมเด็กไม่ว่าจะเป็นที่ครอบครัวชุมชนและสถานศึกษามีส่วนร่วมในการเข้ามาคุ้มครองดูแลไม่ให้เด็กต้องรับพิษภัยจากบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นการสูบของผู้อื่นหรือเป็นการสูบของเด็กเอง

ด้านนางสาวราภรณ์ พงศ์พนิตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านครอบครัวกรมกิจการสตรีและครอบครัวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กรณีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้ในครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอาจเข้าข่ายกระทำความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ 2550 ด้วย กรมมีพันธกิจหลัก คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว  และคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวสามารถทำหน้าที่ดูแลคนในครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการหลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และให้คำแนะนำแก่ลูกหลานเกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นอันตราย

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กำลังเร่งดำเนินการประสานงานทั้งหน่วยงานภายในและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างการรับรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ครอบครัว เพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน ด้วยหวังว่าสังคมจะมีความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า และร่วมมือกันสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยศจย. กล่าวว่า ครอบครัวต้องเข้าใจบทบาทของ พรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และต้องปกป้องสิทธิเด็กจากภยันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม เราต้องปกป้องเด็กและสมาชิกในครอบครัวจากอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลง ยิ่งต้องช่วยกันปกป้องให้สมองของอนาคตของชาติไม่ถูกทำลายไปด้วย

แถลงการณ์จุดยืนของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบําบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) เรื่อง พิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพของเด็ก เยาวชน และทารกในครรภ์

เนื่องจากปัญหาการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากําลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยมีอุบัติการณ์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลุกลามไปถึงแม้กระทั่ง เด็กในวัยเรียน เนื่องจากอิทธิพลของการโฆษณา สื่อ และธุรกิจการค้า ที่มีการปรับปรุงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ กลิ่น รสชาติ ที่กระตุ้น ความอยากรู้ อยากลอง เด็กและเยาวชนไทยซึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจจึงตกเป็นเหยื่อของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า ทําให้มีผู้ป่วยเด็กและ เยาวชนไทย ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จนน่าเป็นห่วง ข้อมูลเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ามีต่อไปนี้

  1. บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคติน เป็นสารเสพติดซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งต่อระบบการหายใจ หัวใจและหลอด เลือด รวมถึงสมอง ระบบประสาท และระบบอื่น ๆ ซึ่งอาจมีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
  2. บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น สารอินทรีย์ระเหยง่าย ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โลหะหนัก ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 สารแต่ง กลิ่นและรสต่าง ๆ ก่อให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุทางเดินหายใจ ทําให้มีการหลั่งสารอักเสบและอนุมูลอิสระ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
  3. บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ ทั้งในระยะสั้น ทําให้โรคหืดและภูมิแพ้กําเริบ โรคปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับบุหรี่ไฟฟ้า (e-cigarette or vaping product use-associated lung injury; EVALI) และในระยะยาว ทําให้มีการเปลี่ยนแปลงของสาร พันธุกรรม มีสมรรถภาพปอดเสื่อมถอย ปริมาตรปอดลดลง และก่อให้เกิดมะเร็งปอด
  4. บุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อระบบประสาท ต่อเด็กและเยาวชนในทุกช่วงอายุ ส่งผลเสียต่อสมาธิ ความจํา การคิด วิเคราะห์ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาระบบประสาทและสมอง และทําให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า
  5. บุหรี่ไฟฟ้ามีพิษต่อทารกในครรภ์ หากมารดาสูบบุหรี่ไฟฟ้า มีความเสี่ยงทําให้ทารกแรกเกิดมีน้ําหนักตัวน้อยกว่าปกติ เกิดก่อน กําหนดมีจำนวนถุงลมปอดน้อยกว่าปกติมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติรวมทั้งพบโรคสมาธิสั้นและระบบประสาทพัฒนาผิดปกติ
  6. บุหรี่ไฟฟ้ามีไอระเหย เด็กและเยาวชนจึงได้รับพิษภัยของสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งทางตรง (เป็นผู้สูบเอง) และทางอ้อม (การ สัมผัสควันและสารเคมีที่ตกค้าง)
  7. น้ํายาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารพิษร้ายแรง มีรายงานการกินน้ํายาบุหรี่ไฟฟ้าโดยเข้าใจว่าเป็นขนม ทําให้หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิต
  8. บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยทําให้เลิกนิโคติน หากแต่เป็นการเลิกบุหรี่มวนมาติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแทน โดยปริมาณนิโคตินในบุหรี่ ไฟฟ้าสูงกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า
  9. ผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อย มีแนวโน้มที่จะใช้สารเสพติดชนิดอื่น ๆ เช่น กัญชา

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบําบัดวิกฤตใน เด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) จึงขอแถลงจุดยืน เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชนไทย และทารกในครรภ์ จากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ดังต่อไปนี้

  1. ขอให้คงกฎหมาย ห้ามนําเข้า ห้ามจัดจําหน่าย ห้ามลักลอบซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีที่สุดที่จะป้องกันเด็ก และเยาวชนจากการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า
  2. ขอให้เข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายทุกระดับ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง สํารวจ จับปรับการขายในทุกรูปแบบรวมทั้งการขาย ออนไลน์ การครอบครอง และระงับการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะการใช้ข้อความที่จูงใจเด็กและ เยาวชน และการใช้เด็กและเยาวชน/ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการชักจูงเด็กและเยาวชนเป็นผู้โฆษณา
  3. ควรมีการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กและเยาวชนโดยเร็วที่สุด และ ส่งเสริมกระจายความรู้นั้นในวงกว้าง
  4. ผู้ปกครองและครูอาจารย์ ควรหมั่นสอดส่องดูแลบุตรหลาน นักเรียน และนิสิตนักศึกษา เพื่อตักเตือนถึงโทษภัยจากบุหรี่ ไฟฟ้า รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการไม่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า
  5. ควรเข้มงวดกับมาตรการให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เฝ้าระวังการเข้าถึง และการใช้บุหรี่และบุหรี่ ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน
  6. ควรส่งเสริมเพิ่มพูนความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในกุมารแพทย์และแพทย์สาขาอื่น ๆ สร้างความตระหนัก ตื่นตัว เรื่องปัญหาการ ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเพื่อให้แพทย์เป็นที่ปรึกษาให้ชุมชนและสังคมได้

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบําบัด วิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) ขอเรียกร้องให้คงไว้ซึ่งกฎหมายห้าม นําเข้าบุหรี่ไฟฟ้า และเร่งรัดให้มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณา และห้ามซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กและเยาวชนทาง ช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนไทย

ลงชื่อ ศาสตราจารย์ นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

ที่มา : ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)

แท็ก : บุหรี่ไฟฟ้า,บุหรี่ไฟฟ้า ภาษาอังกฤษ,บุหรี่ไฟฟ้า ฝรั่งเรียกว่าอะไร,บุหรี่ไฟฟ้ามีชื่อเรียกว่าอะไร,บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไหม,บุหรี่ไฟฟ้ามีสารอะไรบ้าง,บุหรี่ไฟฟ้า กฎหมาย,กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า,บุหรี่ไฟฟ้าเด็ก,บุหรี่ไฟฟ้าซื้อ,บุหรี่ไฟฟ้าเยาวชน,บุหรี่ไฟฟ้าโทษ,บุหรี่ไฟฟ้ามะเร็ง,บุหรี่ไฟฟ้าสาร,บุหรี่ไฟฟ้าสารเคมี,บุหรี่ไฟฟ้าควัน,บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย,บุหรี่ไฟฟ้า Electronic cigarettes,E-cigarettes,บุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี,บุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อสมองอย่างไรบ้าง,บุหรี่ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง

Read More :

Leave a Reply