ถ้าคุณเป็นคอ “ชาไทย” หรือ “กาแฟนม” แบบผู้เขียน ก็อยากจะให้อ่านบทความนี้จนจบบรรทัดสุดท้าย เพื่อจะได้เปลี่ยนทัศนคติในการดื่มอัดเข้าไปทุกวัน นอกจากผลลัพธ์ให้ดีดเพื่อทำงานได้ตลอดทั้งวันแล้ว หากไม่ได้ดื่มจะมีอาการลงแดง จนเปลืองเงินในการซื้อเครื่องดื่มแก้วละแพงกว่าอาหารตามสั่งจานเดียวเสียอีก มาดูกันค่ะว่า ระหว่าง “ชาไทย” กับ “กาแฟ” ใส่นมหวานปกติ ทั้งสองนี้อะไรจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อกินทุกวัน พร้อมกับแนะนำเครื่องดื่มที่ช่วยลดอาการขาดหวานไม่ได้ ที่ปลอดภัยกว่า ตามมาดูพร้อมๆ กันได้เลย
“ชาไทย” กับ “กาแฟนม” มีสารอะไรที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว

รสชาติที่หวานละมุนลิ้นของชาไทยหวานปกติ กับกาแฟนมสีกากี ไม่ได้ดูมีพิษมีภัยเลย ทั้งสองเป็นเมนูพื้นฐานของคาเฟ่ และชาไทยก็เป็น Soft Power ของคน Gen Y ไปแล้วด้วย หากดื่มทุกวัน มีอันตรายจากสารอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ
ชาไทยอันตรายกว่าในด้านความหวานจากน้ำตาลสู่ไขมัน
เมื่อเทียบระหว่าง “ชาไทย” กับ “กาแฟ” ถ้าใส่นมข้น แล้วชงแบบหวาน ก็อันตรายพอกันทั้งคู่ ชาไทยหนึ่งแก้วอาจมีน้ำตาลสูงถึง 10-13 ช้อนชา ซึ่งเกินกว่าที่ร่างกายควรได้รับต่อวันคือ 6 ช้อนชาต่อวัน ระยะยาวเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนกาแฟหากเป็นอเมริกาโน่ไม่หวาน ก็ปลอดภัยกว่า แต่ถ้าดื่มกาแฟเย็นใส่นมอย่างเมนู ลาเต้ มอคค่า คาปูชิโน่ ก็มีปริมาณน้ำตาลและไขมันจะสูงพอๆ กับชาไทยเลยค่ะ
กาแฟอันตรายกว่าในด้านคาเฟอีน
เมื่อเทียบคาเฟอีนใน “ชาไทย” กับ “กาแฟ” แน่นอนกว่าใน “กาแฟ” มีเยอะกว่า 2-3 เท่า ใครที่มีโรคประจำตัวไวต่ออาการใจสั่น ก็อาจจะนอนไม่หลับ ในระยะยาวจะเกิดอาการวิตกกังวล และมีผลต่อความดันโลหิต ส่วน “ชาไทย” แม้ว่าจะมีคาเฟอีนน้อยกว่าก็ยังไม่ถือว่าปลอดภัยแบบคลีนๆ เพราะมีสารออกซาเลต (Oxalate) ที่เกิดเป็นนิ่วได้หากดื่มน้ำเปล่าตามไม่มากพอ รวมถึงสีผสมอาหารในชาไทยที่อาจมีผลกระตุ้นภูมิแพ้
อ่านมาถึงจุดนี้แล้วแต่ยังอยากดื่มอยู่ ต้องปรับตัวอย่างไร? .. เพื่อนๆ ลองเลือกแบบหวานน้อย และลองลดไม่กินทุกวัน หรือหากต้องการสั่งเครื่องดื่มในคาเฟ่ที่เป็นมิตรต่อตับไต และถุงน้ำดีมากกว่า ลองดู 10 เมนูต่อไปนี้ค่ะ
10 เครื่องดื่ม งดชากาแฟกินอะไรแทน?
1. ชาพีช หรือ ชาเบอร์รี่ (Fruit Tea)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: ได้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยในผลไม้ ซึ่งช่วยให้สมองผ่อนคลายทันทีที่ดื่ม
- ความหวาน: มักมีความหวานอมเปรี้ยวจากตัวผลไม้เอง ทำให้ไม่ต้องใส่น้ำตาลเยอะก็สดชื่น
2. น้ำผึ้งมะนาวโซดา (Honey Lemon Soda)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: ความซ่าของโซดาช่วยกระตุ้นความสดชื่นได้ดีเท่ากับคาเฟอีน แต่ไม่มีผลเสียต่อหัวใจ
- ความหวาน: น้ำผึ้งมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่าน้ำตาลทรายขาว และมีวิตามินช่วยบำรุงคอ
3. มัทฉะลาเต้นมโอ๊ต (Matcha Oat Milk)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: มัทฉะมีสาร L-Theanine ช่วยให้มีสมาธิและผ่อนคลาย ส่วนนมโอ๊ตมีความหวานธรรมชาติและนัวโดยไม่ต้องพึ่งนมข้น
- ความหวาน: นมโอ๊ตมีรสหวานปลายลิ้นที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยลดการสั่งน้ำตาลเพิ่มได้
4. โกโก้เข้มข้น หวาน 25% (Dark Cocoa)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: โกโก้แท้ช่วยหลั่งสารความสุข (Endorphin) และมีฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสมอง
- ความหวาน: รสขมตัดหวานเล็กน้อยช่วยให้ดื่มได้นานขึ้น และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด
5. น้ำเก๊กฮวยหญ้าหวาน (Chrysanthemum with Stevia)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: เก๊กฮวยช่วยแก้ร้อนในและลดความดันโลหิต
- ความหวาน: การใช้หญ้าหวานให้พลังงาน 0 แคลอรี่ แต่ให้ความหวานสดชื่นเหมือนน้ำตาลจริง
6. โฮจิฉะลาเต้ (Hojicha Latte)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: เป็นชาเขียวคั่วที่คาเฟอีนต่ำมาก กลิ่นหอมไหม้คล้ายคาราเมลช่วยให้รู้สึก “Warm & Cozy”
- ความหวาน: กลิ่นคั่วทำให้เรารู้สึกว่าเครื่องดื่มมีความ “นัว” อยู่แล้ว แม้จะใส่ไซรัปเพียงนิดเดียว
7. น้ำอัญชันมะนาวน้ำผึ้ง (Butterfly Pea Honey Lemon)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: มีสารแอนโทไซยานินช่วยบำรุงสายตา (เหมาะมากสำหรับคนทำงานหน้าจอ)
- ความหวาน: ความเปรี้ยวจากมะนาวจะช่วยดึงรสหวานของน้ำผึ้งให้เด่นชัดขึ้นโดยไม่ต้องใช้ปริมาณมาก
8. กาแฟส้ม (Black Coffee Orange)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: ได้คาเฟอีนจากกาแฟดำ (ไม่มีนม/น้ำตาล) ผสมกับวิตามินซีจากน้ำส้ม
- ความหวาน: ความหวานธรรมชาติจากน้ำส้มแท้ช่วยลดความขมของกาแฟ ทำให้ดื่มง่ายและสดชื่นกว่าชาไทย
9. ชาเอิร์ลเกรย์ใส่น้ำผึ้ง (Earl Grey with Honey)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: กลิ่นน้ำมันมะกรูด (Bergamot) ในชาเอิร์ลเกรย์มีฤทธิ์ช่วยลดความวิตกกังวล
- ความหวาน: ความหอมของชาเข้ากับน้ำผึ้งได้ดีมาก ให้ความสุขแบบผู้ดีอังกฤษและแคลอรี่ต่ำ
10. นมพิสตาชิโอรสช็อกโกแลต (Chocolate Pistachio Milk)

- ทำไมถึงดีกว่าชากาแฟ: นมพิสตาชิโอเป็นหนึ่งในนมที่แคลอรี่ต่ำที่สุดแต่โปรตีนและไขมันดีสูง
- ความหวาน: ปกติแบบกล่องรสช็อกโกแลตจะมีน้ำตาลน้อยกว่านมเปรี้ยวหรือชาไทยถึง 3-4 เท่า
สรุปเทคนิคการดื่มให้ปลอดภัย
หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ “เมนู” แต่คือ “การสั่ง” ครับ:
- สั่งหวาน 25% เสมอ: เพื่อให้ลิ้นได้รับรสสัมผัสที่แท้จริงของเครื่องดื่ม
- เลี่ยงครีมเทียม/นมข้น: สลับมาใช้นมสด นมถั่วเหลือง หรือนมแอลมอนด์แทน
- ดื่มน้ำเปล่าตาม: 1 แก้วหลังจากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ เพื่อช่วยเจือจางน้ำตาลในกระแสเลือด
ในชาไทย หรือกาแฟนมที่ใส่น้ำตาลทรายและนมข้นเยอะๆ นี้ จะมีผลต่อระดับอินซูลินในสมอง เมื่อเราดื่มไปแล้วจะรู้สึกมีความสุข แต่ถ้าระดับอินซูลินลดก็จะเกิดอาการกระวนกระวาย หากเป็นนานเข้าก็จะส่งผลต่อการกินอาหาร การดูดซึมที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นแล้ว สลับดื่ม และกินอาหารที่หลากหลาย มีประโยชน์ เลือกออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพทุกปี เพื่อ Check-Up ร่างกายให้แข็งแรงทุกวัยค่ะ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
- Loratadine กับ Cetirizine ต่างกันอย่างไร? เลือกตัวไหนดีถึงจะหายแพ้และไม่ง่วง
- ยาแก้แพ้เม็ดสีขาว คือยาอะไร? รวมยี่ห้อยอดฮิต ไม่ง่วง ออกฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง
- ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง คือยาอะไร? สรรพคุณ วิธีใช้ และข้อควรระวังที่คุณต้องรู้
- 7 ชุดชงกาแฟ Moka Pot ชงกาแฟสดที่บ้านแบบง่ายๆ ในราคาประหยัด
- 10 กาแฟซองสำเร็จรูป ที่อร่อยที่สุดสำหรับการเดินทาง
แท็ก : ชากับกาแฟอะไรอันตรายกว่ากัน,งดชากาแฟกินอะไรแทน,ชา 1 แก้ว มีคาเฟอีนเท่าไหร่

ใส่ความเห็น