ครีมกันแดด SPF50 ยี่ห้อไหนดี

รู้ก่อนเลือก SPF 50 กับ SPF 50+ ต่างกันยังไง?

แสงแดดเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทั้งริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระ และมะเร็งผิวหนัง ทำให้การใช้ ครีมกันแดด กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน หนึ่งในปัจจัยที่หลายคนให้ความสนใจคือค่า SPF โดยเฉพาะค่า SPF 50 และ SPF 50+ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่ามันต่างกันอย่างไร? และควรเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา วันนี้ Mycontent-thai.com จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังค่ะ

SPF คืออะไร? ทำไมต้องเลือกให้เหมาะสม?

SPF หรือ Sun Protection Factor คือค่าที่บ่งบอกถึงความสามารถของครีมกันแดดในการปกป้องผิวจาก รังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดด (Sunburn)

ค่า SPF มีความหมายอย่างไร?

  • SPF 15 ป้องกัน UVB ได้ประมาณ 93%
  • SPF 30 ป้องกัน UVB ได้ประมาณ 97%
  • SPF 50 ป้องกัน UVB ได้ประมาณ 98%
  • SPF 50+ ป้องกัน UVB ได้มากกว่า 98% ขึ้นไป

แม้ว่า SPF 50 กับ SPF 50+ จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในบางกรณี ค่า SPF ที่สูงขึ้นก็อาจให้การปกป้องที่ดีกว่า ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวันค่ะ

SPF 50 กับ SPF 50+ ต่างกันอย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่า SPF 50 กับ SPF 50+ ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่จริง ๆ แล้วมีข้อสังเกตสำคัญที่ควรรู้ค่ะ

1. ระดับการป้องกัน UVB

  • SPF 50 ป้องกันรังสี UVB ได้ 98%
  • SPF 50+ ป้องกันรังสี UVB ได้มากกว่า 98% (โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 98.5-99%)

แม้ว่าความแตกต่างจะน้อย แต่ก็อาจช่วยลดโอกาสเกิดผิวไหม้แดดในกรณีที่ต้องเผชิญแดดจัดเป็นเวลานาน

2. SPF 50 อยู่ได้กี่ชั่วโมง?

โดยทั่วไปแล้ว ค่า SPF สามารถบอกระยะเวลาที่ผิวจะได้รับการปกป้องจากแดดได้ดังนี้

  • SPF 50 ช่วยป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง
  • SPF 50+ ช่วยป้องกันได้นานขึ้นเล็กน้อย แต่ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หากออกแดดนาน

แต่ในความเป็นจริง ครีมกันแดดมักถูกลบเลือนไปจากเหงื่อ น้ำ และการสัมผัส จึงควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเพื่อการปกป้องที่มีประสิทธิภาพค่ะ

SPF 30 กับ SPF 50 ต่างกันยังไง?

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ควรเลือก SPF 30 หรือ SPF 50 ดีกว่ากัน?

ตารางเปรียบเทียบ SPF 30 และ SPF 50

ค่าป้องกันแดดป้องกัน UVBระยะเวลาปกป้องโดยประมาณเหมาะกับการใช้งานแบบไหน?
SPF 3097%5-7 ชั่วโมงใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ในร่มบ่อย
SPF 5098%8-10 ชั่วโมงใช้เมื่อต้องออกแดดแรง หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ดังนั้น หากอยู่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ SPF 30 ก็เพียงพอ แต่หากต้องเผชิญกับแดดจ้า หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ไปทะเล ปีนเขา หรือวิ่งกลางแจ้ง SPF 50 หรือ SPF 50+ จะให้การปกป้องที่ดีกว่า

SPF 50 PA+++ คืออะไร? PA+++ พอไหม?

นอกจากค่า SPF แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญก็คือ ค่า PA ซึ่งบ่งบอกถึงการป้องกัน รังสี UVA ที่เป็นตัวการทำให้เกิด ริ้วรอย ฝ้า กระ และมะเร็งผิวหนัง

ระดับของ PA มีดังนี้:

  • PA+ ป้องกัน UVA ได้ในระดับต่ำ
  • PA++ ป้องกัน UVA ได้ปานกลาง
  • PA+++ ป้องกัน UVA ได้สูง
  • PA++++ ป้องกัน UVA ได้สูงมาก

SPF 50 PA+++ พอไหม?

  • หากเป็นการใช้งานทั่วไป หรืออยู่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ SPF 50 PA+++ ก็เพียงพอ
  • แต่ถ้าต้องเผชิญแดดจ้าเป็นเวลานาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง แนะนำให้เลือก SPF 50 PA++++ เพื่อการปกป้องที่ดียิ่งขึ้น

ควรเลือก SPF 50 หรือ SPF 50+ ดี?

  • SPF 50 ป้องกันรังสี UVB ได้ 98% เหมาะสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน
  • SPF 50+ ป้องกันรังสี UVB ได้มากกว่า 98% (ประมาณ 98.5-99%) เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องเผชิญแดดแรงมาก ๆ
  • SPF 30 vs SPF 50 → SPF 50 ปกป้องได้นานขึ้น เหมาะสำหรับออกแดดเป็นเวลานาน
  • SPF 50 PA+++ vs PA++++ → PA++++ ให้การปกป้องรังสี UVA ได้ดีกว่า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดความเสี่ยงของริ้วรอยและฝ้า กระ

หากต้องเผชิญแดดจัดทุกวัน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง SPF 50+ PA++++ คือทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ แต่หากใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป SPF 30 หรือ SPF 50 PA+++ ก็เพียงพอแล้ว

การใช้ครีมกันแดดให้ได้ผล ต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และใช้ในปริมาณที่เหมาะสม (ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับใบหน้า) เพื่อให้ได้รับการปกป้องอย่างเต็มประสิทธิภาพ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ช่องทางการติดต่อกลุ่ม FACEBOOK : “โค้ดส่วนลด Shopee Lazada ฯลฯ by My Content

เก็บโค้ดส่วนลดวันเลขเบิ้ล 1.1 – 12.12 : คลิก LAZADA | SHOPEE 
เก็บโค้ดส่วนลดกลางเดือน MIDMONTH SALE : คลิก LAZADA | SHOPEE 
เก็บโค้ดส่วนลดวันเงินเดือนออก PAYDAY : คลิก LAZADA | SHOPEE 

จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก โรงแรม กับ LAZADA by Agoda คลิกที่นี่
จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก โรงแรม กับ SHOPEE คลิกที่นี่
จองตั๋วกิจกรรมที่พักโรงแรม www.Klook.com

Leave a Reply