“ความเชื่อ” VS “การฉีดวัคซีน” และ “การรักษาสมัยใหม่”

โควิด-19 ไม่ใช่โรคระบาดครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ ครั้งหนึ่ง “ฝีดาษ” หรือไข้ทรพิษ เคยสร้างปัญหาไปทั่วโลก การรักษาสมัยนั้นไม่ใช้วัคซีน แต่เป็นการฝังเชื้อตุ่มหนอง เพื่อป้องกันโรคชนิดนี้

ในอดีต “มิชชันนารี” เป็นผู้นำนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามา จากบรรยากาศภาพด้านบน ทำให้นึกถึงเรื่อง “กลิ่นกาสะลอง” ที่พระเอกเป็นแพทย์สมัยใหม่ นำความรู้มารักษาชาวพื้นเมืองทางเหนือ

(ภาพถ่ายขาวดำ การปลูกฝีเมื่อ 120 ปีก่อน โดยหลวงอนุสาร สุนทรกิจ ชัวย่งเส่งสตูดิโอ เชียงใหม่ สำเนาภาพจากหนังสือภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่ โดย หลวงอนุสารสุนทรกิจ)

แต่ภาพนี้เป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงในดินแดนล้านนาของบ้านเรา คือการรักษาด้วยวิธีปลูกฝี ตามเทคโนโลยีของสมัยนั้น ด้วยการนำเชื้อที่ฝากฝังไว้กับวัว มาปลูกไว้ท่ต้นแขนของเด็กๆ เพื่อให้ร่างกายเข้าใจโรค

ภาพดังกล่าวคาดว่าเกิดสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัย ราวปี พ.ศ. 2404 – 2413 ต้นฉบับเป็นฟิล์มขาวดำ เพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น นำมาทำเป็นภาพสีให้ดูเข้าใจง่าย

ตัดภาพมาที่ยุยปัจจุบัน การฉีดวัคซีน เป็นวิธีการป้องกันการแพร่ระบาด ที่รองรับโดย WHO และองค์การทางการแพทย์นานัปประเทศ

แต่ปัญหาที่ทำให้การฉีดวัคซีนเป็นไปได้ช้าในประชากรประเทศต่างๆ เกิดจาก

🎈 ความรู้ความเข้าใจ

หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเราฉีดวัคซีนไปเพื่ออะไร ผลของการฉีดวัคซีนมีทั้งต่อตัวผู้ฉีด และภาพรวมของประเทศ แต่หลายคนก็ยังไม่มั่นใจในผลข้างเคียง

🎈 ความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่น

ภายหลังการปลูกฝีในยุคนั้น ก็มีคนที่เสียชีวิตจากผลข้างเคียงจริง แต่ก็มีคนส่วนมากที่รอดด้วยวิธีการรักษานี้

🎈 การเข้าถึงข้อมูลของวิธีรักษา

ผู้เข้ารับการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ยังไม่ทราบว่า “ยา” “วัคซีน”​ และ “วิธีการรักษา”​ แบบที่มีใช้อยู่กับทั้งโลก และท้องถิ่นของตัวเอง คืออะไร? มีผลอย่างไร? จึงไม่สามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้

🎈 ทางเลือก

การเข้าถึงวัคซีน และยาต่างๆ ของแต่ละประเทศมีโอกาสที่ต่างกัน

🎈 ความรู้จักร่างกายของตนเอง

บางคนมีโรคประจำตัว ทั้งที่เคยตรวจพบ และไม่เคยตรวจพบ เมื่อร่างกายรับวัคซีนเข้าไปขณะที่ยังไม่ได้หยุดยา ก็อาจจะเกิดผลกระทบที่ไม่เคยมีใครได้ศึกษาไว้

การต่อสู้ของ “วิธีการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่” ในครั้งไข้ทรพิษ กับกลุ่มคนที่มีความเชื่อว่าเป็นวิธีผิดผี ผ่านมา 120 ปี เราก็สามารถบอกแทนคนสมัยก่อนได้แต่เพียงว่า “วิธีการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่” เป็นวิธีการรักษาที่อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ หลักสถิติ

ส่วนความเชื่อ และการรักษาแบบดั้งเดิม ก็เป็นทางเลือกของผู้ที่ยังคงมีความเชื่อแบบนั้น

ผ่านมานับ 100 ปี บทเรียนที่เราได้คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อของใครได้

ส่วนใครที่พร้อมจะไปต่อกับการรักษาด้วยวิธีใหม่ๆ ที่อนาคตก็จะมี “โรค”​ และ “ยา” ที่เกิดขึ้นมาอีก ก็ต้องเรียนรู้ว่าโรคมีอาการอย่างไร ยาและวิธีป้องกันเป็นอย่างไรขอบคุณที่แวะมาครับ

เผยแพร่ครั้งแรกผ่าน Blockdit วันที่ 31 พ.ค. 64

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=312352827118096&set=a.213833830303330

อ่านเพิ่มเติม :

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s